เอนทรี่นี้ยาวมากถึงมากที่สุด

-เตือนเอาไว้ก่อน  ไม่งั้นเดี๋ยวโดนบ่นอีก-

 

----

 

จากนี้สักพักใหญ่ๆจะก็อปไปแปะไว้ที่เพจให้หาง่ายๆเน่อ

 

----

 

เอนทรี่นี้จะรวมคำถามที่ฉันเจอบ่อย 

ทั้งจากน้องที่แอดเข้ามาคุย   น้องติว  แล้วก็ญาติที่อยากให้ลูกเรียนสถาปัตย์

 

ที่จริงเคยเขียนแบบเกรียนๆไปแล้วหนึ่งครั้ง  แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครไปนั่งย้อนอ่าน

ค้นพบว่าจนแล้วจนรอดก็ยังมีคนถามอีก  ตอบจนเบื่อ

เพราะงั้นเลยมาเขียนอีกทีแบบละเอียดหน่อย  แล้วก็จะไม่เขียนแล้ว

 

แล้วก็จากวันนี้จะไม่ทิ้งเมลล์ไว้ในบล๊อกแล้ว 

ฉันโดนเกรียนรบกวนจนเสียสุขภาพจิต  เบื่อมาก

 

ข้างล่างนี่มีหลายคำถามเป็นคำถามชวนปวดตับ  แต่ไม่รู้ว่าเป็นกับเฉพาะฉันคนเดียวหรือเปล่านะ

 

ทั้งนี้ 

ฉันเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์  สาขาสถาปัตยกรรม  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ฉันจะตอบได้เฉพาะเรื่องของคณะและสาขาที่มหาลัยที่ฉันอยู่เท่านั้น

ยิบย่อยของคณะนี้ที่มหาวิทยาลัยอื่นๆหรือสาขาอื่นให้หาพี่ที่เรียนที่นั่นถามเอาเอง   หาไม่ยากหรอก 

คนเรียนถาปัตย์เยอะแยะที่เขียนบล๊อกอยู่ที่นี่  หรือว่าลองหาเอาจากแท็กที่เห็นทำกันเยอะมากอ่ะ

แท็กคนมีกึ๋นหรือไงเนี่ยแหละ  จำชื่่อไม่ค่อยได้

 

ถ้าหาไม่ได้หรือจนปัญญายังไง

ถ้าเป็นกรณีภาควิชาอื่นที่ยังอยู่ในคณะที่มหาลัยฉันก็ทิ้งคำถามเอาไว้

อันนี้พอหาคำตอบให้ได้

 

คำถามจะเน้นตัวเข้ม  ส่วนคำถามปวดตับจะเป็นสีแดง

เป็นการเตือนคร่าวๆว่าฉันอาจจะหลุดเกรียนไปบ้าง  ต้องขออภัยด้วย

 

สถาปัตยกรรมศาสตร์  จุฬา?

คณะฉันอยู่ข้างสนามรักบี้หน้าพระรูป  และข้างบ่อเต่า

และอยู่ติดเตรียมอุดม  

 

ไม่ใช่ตึกเหลืองๆตรงป้ายรถเมล์ที่ข้างหน้าขายกาแฟโบราณรถเข็นนะ  อันนั้นคือไอดี

ต้องเดินผ่านเตรียมอุดมมาก่อน  ประตูที่ขายหมูปิ้ง  ตรงที่มีเด๊กไม้และป้ายชื่อเล็กๆนั่นล่ะ

-ตอนสัมภาษณ์เพื่อนฉันหลายคนหลงไปรอที่ไอดี  เลยคิดว่าน่าจะบอกเอาไว้-

 

แบ่งออกเป็นห้าภาควิชา

สถาปัตยกรรม หรือสถ.  มีสาขาย่อยคือสถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย

สถาปัตยกรรมภายใน  ส่วนใหญ่จะเรียกย่อๆว่า สน. 

ภูมิสถาปัตยกรรม  เรียกกันว่าแลนด์สเคป

ออกแบบอุตสาหกรรมหรือไอดี

การวางแผนภาคและเมือง  ก็เรียกรวมๆว่าผังเมืองนั่นแล

 

ทุกภาควิชาเรียนห้าปี  โดยเริ่มแรกเรียนด้วยกันทั้งหมด

สถาปัตย์ไทยกับผังเมืองเริ่มแยกออกไปก่อนในปีหนึ่งเทอมสอง

จากนั้นภูมิสถาปัตย์จะแยกออกไปอย่างเด็ดขาดในปีสองเทอมสองพร้อมๆกับไอดี

ส่วนสถาปัตย์ภายในจะร่วมผจญกรรมกับสถาปัตยกรรมไปจนถึงปีสี่ถึงจะแยกออกไปอย่างสมบูรณ์

-ทั้งนี้หลักสูตรเปลี่ยน  รุ่นหลังๆก็แยกเร็วช้าอาจจะต่างกว่านี้นะ-

 

สาขาสถาปัตยกรรมเรียนอะไร?

เรียนการออกแบบสถาปัตยกรรมไงล่ะ 

พูดง่ายๆก็ออกแบบอาคารที่พักอาศัย  อาคารสาธารณะต่างๆ

อาจารย์บอกว่าสอนให้รู้จักคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน  

ซึ่งทำให้สามารถไปต่อยอดกับหลายอาชีพที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ 

-ถ้าเกิดตอนหลังจบมาแล้วไม่อยากเป็นสถาปนิก-

 

เรียนก็เรื่อยๆ

เทอมหนึ่งโปรเจกท์สองชิ้น  และนั่นยังไม่นับงานวิชาอื่นอีกที่ต้องเอาตัวรอดให้ได้ตอนสอบ

 

โปรเจกท์ก็ก้าวกระโดดไปเรื่อย

ด้านล่างนี้คือที่ฉันเจอมา  อาจจะเปลี่ยนไปบ้างในแต่ละปี

 

เรือนรับรอง บ้านหนึ่งชั้นธรรมดา 

สองชั้นสอนเปียโน  สามชั้นพร้อมร้านอาหาร

สำนักงานสถาปนิก  ศูนย์ชุมชนที่แสนมาตุลักษณ์ 

บ้านครอบครัวขยายยุ่บยั่บ-โปรเจกท์นี้ปีสามแล้ว  คณะอนุญาตให้ดราฟคอมได้-

โรงเรียนบนไซท์ท่ามกลางธรรมชาติสูงๆต่ำๆพร้อมวิวภูเขาแบบพาโนรามา

ที่เรียนตอนนี้ฉันทำสถานเสริมความงามและคลินิกที่ถนนนราธิวาสอยู่  ก็ตายตกตามกันไปน่ะ

-ยังไม่คิดถึงโปรเจกท์หน้าที่กำลังกลัวจะเป็นออดิทอเรี่ยม  และโปรเจกท์ปีสี่ปีห้าที่ยังไม่ได้เจอ-

 

ปีสี่งานตึกสูงและอาคารใหญ่ขึ้นอีกและมีพรีเซนท์งานต่อหน้าอาจารย์

-แต่เหมือนมหาลัยอื่นจะฝึกให้พรีเซนท์กันก่อนปีสี่น่ะนะ-

 

ขึ้นปีห้าฝึกงานในสำนักงานสถาปนิก

ในขณะที่เพื่อนคณะอื่นมันลั้ลลาไปเที่ยว  หาที่เรียนต่อ  หรือเตรียมตัวแต่งงาน

แต่พวกเราชาวสถาต้องมานั่งกุมขมับเพราะต้องทำธีสิสในเทอมสอง

 

ปีห้าเทอมแรกทำพรีธีสิส  พี่หลายคนปล่อยๆไปและเลือกไปลงกับรีเสิร์ชธีสิสของเทอมสองแทน

เทอมสุดท้ายทำธีสิส  ก็เลือกกลุ่มอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วทำงานกันไป

-พี่เขาว่าเลือกอาจารย์ไม่เหมาะกับงานที่อยากทำนี่เศร้าจนตัวตายเลยจ้ะ-

 

อินด้า?

ส่วนภาคอินเตอร์ฉันขอไม่พูดถึง  เพราะไม่รู้เรื่องหลักสูตรเลยแม้แต่น้อย

รู้แค่เรียนสี่ปีจบได้วิทยาศาสตร์สาขาออกแบบสถาปัตยกรรม  ต้องต่อโทอีกสองปีให้ได้โทสถาปัตยกรรม

และนี่ก็ฟังต่อๆมาด้วย  ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงเท็จแค่ไหนอ่ะเน่อ

-หาพี่ที่เรียนถามๆเอาละกัน-

และเอาเข้าจริงก็เหมือนจะแยกๆกันไป  ไม่มีอะไรคาบเกี่ยวกันเลยกับห้าภาควิชาที่กล่าวมา

-นอกจากแย่งห้องกันใช้  และจบที่พวกฉันแพ้ราบคาบเพราะค่าเทอมพวกเขาคือค่าซ่อมห้องทั้งหมด-

พวกเขาออกจะติสท์แตกไปบ้างในสายตาของฉัน  หรือว่านั่นจะเป็นเพราะฉันเข้าไม่ถึงเองวะ 

 

เรียนมหาลัยไหนดีที่สุด?

ไม่รู้  เพราะฉันเรียนอยู่ที่นี่ที่เดียว

อีกอย่างดีของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก

 

เหมือนกวดวิชานั่นแหละ  ฉันเรียนที่นี่ดีพอไปแนะนำกลับโดนด่ากลับมาว่ามันห่วย

หรือบางทีไปเรียนตามคำแนะนำแล้วพบว่าแม่งขายตลกอย่างเดียว  เก็บของกลับบ้านมาก็บ่อยเหมือนกัน

 

สภาพแวดล้อมของแต่ละที่ต่างกันออกไป  ขึ้นอยู่กับว่าชอบที่ไหนนั่นแหละ

 

จากที่ผ่านมาพบว่าคำถามนี้เป็นคำถามเสี้ยมให้แต่ละสถาบันทะเลาะกัน

พอมีคนเปิดกระทู้ถามในบอร์ดขึ้นมาก็จะมีการทะเลาะกันตลอด

ทั้งเด็กที่อยากเข้ามหาลัยนั้นๆเอง  หรือไม่ก็พี่ที่เรียนๆกันอยู่ที่นั่น

 

ที่แน่ๆเลยจุฬาไม่ได้สอนให้เด็กฟุ้งเฟ้อเหมือนที่หลายคนกล่าวหาก็แล้วกัน

ของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับแต่ละคนเองนั่นแหละ

 

ง่ายๆเลยว่าไม่มีใครมีสิทธิ์พูดว่าที่ไหนดีกว่ากัน

เพราะแต่ละคนก็อยู่แต่ในสภาพแวดล้อมของตัวเอง  แล้วก็เอาสภาพแวดล้อมนั้นมาเป็นเกณฑ์การตัดสิน

สำหรับฉันแล้วคนที่มีสิทธิ์พูดคือคนที่เข้ามาอยู่ทั้งสองสภาพแวดล้อมที่ต้องการเปรียบเทียบในสภาวะเดียวกัน

-พวกเรียนตรีที่นี่ไปต่อโทที่โน่นแล้วจะเอามาเทียบกัน  ฉันก็ไม่นับ-

 

เพราะงั้นถ้าอยากรู้จริงจังว่าที่ไหนดีกว่ากันก็ถามมาหลายๆที่แล้วมาคิดเอาเอง

สุดท้ายก็จะได้ออกมาว่าตัวเองคิดว่าที่ไหนดีกว่าและเหมาะที่สุด

 

เท่านั้นแหละ

 

วาดรูปไม่เก่งเข้าได้ไหม/ชอบวาดรูปเข้าสถาปัตย์ดีไหม/ชอบวาดการ์ตูนเรียนสถาปัตย์จะโอเคไหม?

ข้อนี้ตัวปวดตับเลย  ใครเป็นคนโยงเรื่องนี้เข้ามาด้วยกันเนี่ย  อยากรู้มากๆ

เป็นประเด็นที่เขียนถึงไปหลายรอบ  

หลายคนที่เรียนก็พยายามเน้นเรื่องนี้ว่าการเรียนคณะนี้กับการวาดรูปสวยเนี่ย  

มันไม่เชิงว่าจะไปด้วยกันเสียทีเดียว

 

แต่อย่างไรก็ดี  ฉันจะเจอคำถามนี้ทุกครั้งที่น้องคนใหม่แอดหรือโทรมาคุย

-หรือไม่ก็น้องมาบ่นปวดตับให้ฟังว่าผู้ปกครองบอกให้เรียนสถาปัตย์เพราะเห็นว่าน้องชอบวาดการ์ตูน-

 

วาดไม่สวยแต่ไอเดียมี  คอมช่วยได้   

แต่วาดสวยไอเดียไม่มี  ใครก็ช่วยไม่ได้เว่ย

 

ส่วนถ้าไม่มีทั้งสองอย่างก็เอาขยันเข้าสู้ซะ  อ่านหนังสือ  หางานดูเยอะๆ

-ปากดี  ฉันเองเป็นพวกนี้แหละ  ไม่มีทั้งคู่  และไม่ขยันด้วย- 

 

จริงอยู่คนเรียนคณะนี้หลายคนวาดรูปสวย  แต่หลายคนเข้ามาเพราะความเชื่อผิดๆแบบนั้นล่ะ

ก็เรียนกันไป  ชอบก็ทน  ไม่ชอบก็ทนไม่งั้นก็ซิ่ว

 

เข้ามามีเรียนวาดรูปตัวนึง  ซึ่งตอนนี้เหลือเรียนแค่ครึ่งเทอมด้วยซ้ำ

ไม่ได้ช่วยให้วาดเป็นขึ้นกว่าเดิมเลย  เป็นวิชาช่วยสำหรับคนมือดีและคนขยันเท่านั้นแหละ

 

คนวาดรูปไม่สวยก็มีเยอะแยะ  จบไปก็ทำงานได้ปกติ 

สถาปนิกหลายคนเส้นห่วยแต่ก็ประสบความสำเร็จ

เพราะงั้นไม่ได้อยู่ที่สวยไม่สวยแต่อยู่ที่ไอเดียล้วนๆ

 

ถ้าอยากเรียนวาดรูป  ชอบวาดรูป  อยากขีดๆเขียนๆ  ทำงานแบบศิลปินจริงจัง

แนะนำว่าไปคณะศิลปะอื่นๆดีกว่า  สบายใจกว่าเยอะ

 

ไม่ชอบวิทยาศาสตร์เลย  จะไหวไหม?

ถ้าแค่จะหนีเคมีและชีววิทยาก็คงไหว 

แต่ฟิสิกส์จะเจอไปเรื่อยๆ  หลอกหลอนไม่จบไม่สิ้น

จบไปก็ต้องคำนวณเป็น  คุยกับวิศวกรพอรู้เรื่อง

เพราะในเรื่องจริงนั้นเราเป็นหัวหน้างานที่มีวิศวกรทำงานออกแบบโครงสร้างให้

-พูดงี้ถูกไหมหว่า-

 

ถ้าอาคารพังขึ้นมาสิ่งแรกที่เจ้าของทำคือฟ้องค่าเสียหายจากสถาปนิก!

จากนั้นจะได้รับเกียรติให้เป็นจำเลยที่หนึ่งโดยมีวิศวกรโครงการเดินตามมาเป็นจำเลยที่สอง

 

ส่วนหลังจากนั้นสถาปนิกจะฟ้องวิศวกรหรือไม่ก็ไปฟ้องต่อกันเอง

 

ง่ายๆว่าถ้าคิดจะหนีฟิสิกส์ล่ะก็  ผิดที่แล้วล่ะหนู

กลศาสตร์จะตามหลอกหลอนไปตลอดนั่นแหละ

 

ชอบอ่านชอบดูหนังสือแต่งบ้าน  ชอบบ้านสวยๆ  เข้าไปเรียนได้หรือเปล่า?

ชอบอ่านชอบดู  กับชอบทำไมเหมือนกัน

เพราะงั้นก็ลองคิดดูดีๆว่าต้องเข้ามาเรียนออกแบบและจบไปทำงานตามใจลูกค้าเนี่ยจะชอบไหม

 

แล้วก็ชอบดูชอบอ่านไม่ได้หมายความว่าชอบออกแบบนะ

แต่ถ้าชอบออกแบบแล้วชอบดูชอบอ่านหนังสือแบบนี้ก็เหมือนมีเคสสตัดดี้เยอะ  แต่ก็อาจทำให้ติดตาได้

 

สถาปนิกซักคนบอกว่าการทำงานก็คือการออกแบบอย่างที่อยากทำโดยใช้เงินของลูกค้า

จะบอกว่าอันนั้นมันกับคนที่เก่งมากจริงๆน่ะ แบบลูกค้าเชื่อมือ

หรือไม่ก็ดังมาก  มีชื่่อเสียงมาก   งานเยอะไม่ง้อลูกค้า

แบบว่าตกลงกับลูกค้าไว้เลยว่าผมจะทำแบบนี้นะ

ถ้าไม่ได้แบบนี้ผมไม่เอา   ผมเก็บแพงนะ  ถ้าจะเอาถูกๆไปจ้างคนอื่น

 

แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้แบบนั้นน่ะ  บางงานทำออกมาขัดใจตัวเองแต่ลูกค้าชอบ

 

จะบอกว่าเพราะเซนส์ทางด้านความงามของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

เอาแค่อาจารย์ในคณะ  ตรวจแบบเทอมที่แล้วเจออาจารย์สองคนในโปรเจกท์เดียวกัน

คนหนึ่งบอกให้ไปแก้  คนหนึ่งบอกว่าไม่ต้องแก้  ที่ทำมาสวยแล้ว

 

นั่นล่ะ   ปวดกบาลกันไป

สุดท้ายแล้วก็ต้องทำตามใจคนให้คะแนนนั่นแหละ

เหมือนกับบ้านน่ะ  ทำตามใจคนจ่ายเงินและคนอยู่

 

สรุปง่ายๆว่าบางงานไม่ได้ทำตามใจตัวเองหรอก

 

ที่จริง อาจารย์จะบอกว่ามันมีวิธีการพูดให้เขาซื้อแบบเรา

แต่นั่นก็เป็นเรื่องของการพูดและเป็นเรื่องดีเทลยิบย่อยทั้งหลาย

เรื่องรูปแบบของบ้าน  สไตล์หลักๆก็ต้องตามใจเขาอยู่ดีแหละ

 

เรียนใคคณะยังไม่เท่าไหร่ 

บางทีเจออาจารย์ชอบงานแบบมาตุลักษณ์  อบอุ่น

แต่ตัวเองอยากทำงานเรียบๆเฉียบๆ  มินิมอลก็ยังพอไหว

ถึงเขาจะบ่นอย่างโง้นอย่างงี้แต่ถ้ามันสวยจริงก็เอ 

-ไม่นับว่าอาจารย์แย่แบบมีอคติแรง  หรือว่าไปเกรียนใส่แกจนแกเกลียดน่ะนะ-

 

แต่กับลูกค้ามันไม่ใช่น่ะ  อาจารย์เข้าใจว่าเราจะทำอะไร

แต่บางทีลูกค้าไม่เข้าใจ   เหมือนพูดจากันคนละภาษา

เขาฟังเราไม่รู้เรื่อง  มาตรฐานความงามก็ต่างกัน

 

งานหนักจนไม่ได้นอนแถมสุขภาพเสียจริงหรือว่าขู่?

เรื่องได้นอนหรือไม่แล้วแต่คนนะ  ขึ้นอยู่กับความขยัน

 

มีบางช่วงอาจารย์จะชอบให้งานพร้อมๆกัน  และส่งต่อๆกัน  แบบเว้นให้สามวัน  สี่วัน

บ้าไปแล้วววววววว

 

แต่ตอนดราฟแบบจริงฉันไม่ได้นอนจริงจังล่ะ

โต้รุ่งต่อกันหลายคืน  แถมช่วงที่หลับก็งีบสั้นๆแบบสิบห้านาที  ครึ่งชั่วโมง

 

ข้าวไม่ได้กิน  บางคนน้ำก็ไม่ได้อาบ

 

น้ำหนักลดฮวบ  แถมไมเกรนแดก  

บางคนเครียดจนท้องเสียวิ่งเข้าวิ่งออกห้องน้ำให้เสียเวลาเล่น  จนเกือบขนงานเข้าไปทำที่ชักโครก

-ฉันเองแหละ-

 

เฝดหนักเพราะงานไม่เสร็จ  บางคนร้องไห้  สติแตก

สายตาเสียเพราะจ้องคอมทั้งวันทั้งคืน  แถมตัดโมเดลเล็กจิ๋ว  จ้องกันจนตาเหล่

เกิดภาวะวุ้นในตาเสื่อมเพราะใช้ตาเยอะไป  โรคกระเพาะถามหาเพราะกินข้าวไม่ตรงเวลา 

มะเร็วในระยะยาวเพราะบุหรี่ที่ดมของเขามา  นอกจากนี้ยังมีสีสเปรย์และแอลกอฮอล์ที่เข้าขั้นเสพติดไปแล้ว

 

นี่ยังไม่รวมปวดหลังปวดไหล่แบบคนแก่  กระดิกนิ้วไม่ได้เพราะใช้คัทเตอร์เยอะไป

 

ขี้เหล้าเมายา?

เหมือนเหมารวมเนอะ  แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ของคณะก็กินเหล้าและสูบบุหรี่จริงๆนั่นล่ะ

ผู้หญิงคณะส่วนใหญ่นี้กินเหล้าได้  บางคนคอแข็งมากด้วย  ส่วนบุหรี่นั้นแล้วแต่คน  ผู้หญิงบางคนก็สูบ

 

ฉันเองเป็นคนที่ไม่ชอบผู้หญิงสูบบุหรี่  รู้สึกว่ามันแย่

แต่เพื่อนผู้หญิงก็ไม่สูบกันในคณะนะ   ส่วนใหญ่จะไปสูบกันที่อื่น

 

ส่วนผู้ชายส่วนใหญ่คุยได้  บอกว่าเหม็นก็จะย้ายที่ให้  หรือบางทีก็เลิกสูบชั่วคราว

แต่เอาเข้าจริงสุดท้ายทุกคนก็จะคุ้นชินกับกลิ่นบุหรี่ไปเอง

 

แต่คนไม่ดื่มไม่สูบในคณะก็มี  เหม็นมากก็หนีไปนั่งห้องสมุดหรือตามห้องแอร์

คนที่เวลามีทติ้งไม่กินเหล้าก็เยอะแยะไป   

 

บางคนอาจจะบอกว่าดื่มเพื่อเข้าสังคม  แต่อันที่จริงไม่ดื่มก็เข้าได้แหละ

เรื่องนี่นานาจิตตัง  แต่ถ้าจะเข้ามาก็เตรียมใจรับกลิ่นบุหรี่หน่อยก็แล้วกัน

 

เรียนถาปัตย์ใช้เงินเยอะจริงไหม?

จริงจ้ะ

 

ลำพังค่ากระดาษต่างๆนานาทำโมเดลคงไม่เท่าไหร่ถ้าไม่อุตริใช้ของแพงเว่อร์เพื่อคะแนนห้าเปอร์เซนท์น่ะนะ

แต่ถ้าทำแบบคอมก็ต้องเสียเงินซื้อเครื่องที่สเปคถึงก่อนเลย

-เอาอย่างฉันซื้อของแบบพอใช้ได้  น้องเควินที่ไปรับมาจากคอมมาร์ทราคาสามหมื่นเก้าจ้ะ

หรือบางคนอยากได้หรูกว่านั้นก็ถอยน้องแดงราคาห้าหมื่น หรือไม่ก็แมค-

ตามด้วยแผ่นโปรแกรมเถื่อน  ซึ่งตอนหลังก็อาศัยหยิบยืมแถวนี้

จากนั้นก็ตามด้วยค่าปริ๊นท์ที่มากมายจนบางทีต้องหยิบยืมเงินกินข้าวเลยทีเดียว

และที่สำคัญมาก  คอมจะโง่ลงเยอะมากหลังจากผ่านศึกหนัก  เผื่อเงินค่าหยูกยาของคอมเอาไว้ด้วยเน่อ

-น้องเควินฉันเอ๋อไปเยอะเลยทีเดียวหลังจากผ่านโปรเจกท์โรงเรียนมา-

 

บางคนเสียน้อย  บางคนเสียเยอะ

ทั้งนี้ขึ้นกับว่าปริ๊นท์แบบไหน

 

อย่างฉันเนี่ย  โปรเจกท์ที่ผ่านมางกด้วยและทำไม่ทันด้วยเลยปริ๊นท์ธรรมดา

หมดไปทั้งสิ้นราวแปดเก้าร้อย

 

ส่วนเพื่อนฉันที่ปริ๊นท์หรูหรา  อัดรูปสีอย่างดีมาก็สามพัน

สะอึกกันไป

 

ทั้งนี้อย่าลืมบริหารเงินค่าอาหารแช่แข็งมาเก็บไว้กินช่วงดราฟงานด้วยในกรณีอยู่คนเดียวที่หอ

พี่รหัสฉันไปเหมาเซเว่นมาเป็นตั้ง  ไม่ต้องออกไปไหนได้เกือบอาทิตย์

 

ลืมไปว่าควรจะพูดถึงกรณีดราฟมือด้วย

เพื่อนฉันบางคนยังดราฟมืออยู่  ถูกกว่ากันเยอะมาก

คำนวณค่ากระดาษไปทั้งหมดเต็มที่ที่ห้าร้อยหกร้อย  บวกด้วยค่าหมึก  ออกมาก็ราวๆราคาปริ๊นท์ของฉันล่ะ

-แต่ไม่ต้องซื้อคอม-

 

แต่ทั้งนี้  อาจารย์บางคนไม่ปลื้มนะ

ฉันโดนไปตอนทำโปรเจกท์เทอมที่แล้ว  อาจารย์ไม่ปลื้มเอามากๆ

โดนด่าครั้งแรกเรื่องการเขียนแบบ  ที่ผ่านมามีแต่อาจารย์ชมว่าฉันเขียนแบบสวยมาตลอด

-เพราะเปรียบเทียบกับคอมที่เรียบร้อยกว่าเยอะก็แน่อยู่แล้วล่ะ-

 

คณะนี้มีแต่คนอีโก้สูง?

เพิ่งรู้ซึ้งว่าจริง  เจอกับตัวจังๆเข้าก็หลายที   เวลาทำงานกลุ่มจะลำบากมากถึงมากที่สุด

เพราะจะค้นพบว่าทุกคนเอาแต่เถียงกันและไม่มีใครฟังใครเพราะทุกคนคิดว่ากูคิดอันที่ดีที่สุดมา

 

บางคนก็ทำเหมือนฟังแหละ  แต่สุดท้ายก็พยายามโน้มน้าวเข้าแบบตัวเองอยู่ดี  

สรุปว่าทำงานกลุ่มเหนื่อยมากกว่าจะตกลงกันได้

-ส่วนใหญ่ฉันจะตัดช่องน้อยหนีไปด้วยการนั่งฟังอย่างเดียวและส่งข้าวส่งน้ำคนที่เถียงกันจนลืมเวลา-

 

นอกจากเรื่องอีโก้แล้วยังต้องคอยรับมือความติสท์ของแต่ละคนอีก 

แบบว่าบางทีเธอก็ไม่เอางานมาให้เสียอย่างนั้น   แบบว่ามันต้องรวมเล่มแล้วนะเว้ยเฮ้ยยย

และกรรมจะตกไปอยู่กับคนรวมงาน  เพราะแม่งจะต้องโต้รุ่งอย่างโดดเดี่ยวในคืนก่อนส่ง

 

ถาปัตย์แม่งแนว?

จนป่านนี้แล้ว  เรียนคณะนี้มาสามปีกว่าแล้ว

ฉันก็ยังไม่เข้าใจว่าแนวคืออะไร

-ที่แน่ๆเลยคือแดกไม่ได้-


ทำไมถึงคิดว่าเด็กสถาปัตย์แนว 

-ที่จริงเราก็แนว  แต่จะเป็นแนวเพี้ยนๆ  ขำได้กับทุกเรื่องปัญญาอ่อนจนบางทีเหมือนเมายา-

 

คำว่าแนวเหมือนกับว่าเป็นการสร้างคาแรคเตอร์ออกมาให้เด่นกว่าคนอื่นเปล่าวะ

งี้ก็คือปัจเจกอ่ะดิ่

 

ถ้าถาปัตย์แม่งแนวกันหมด  ก็ไม่ใช่ปัจเจกแล้วดิ๊

 

อีกอย่างก็เห็นคำว่าแนวมันเป็นแฟชั่นแบบนึง  พอคนแต่งมากลุ่มนึงก็ไม่ปัจเจก

เพราะงั้นคำว่าแนวก็ตกไป  

 

หรือว่าจริงๆมันเป็นชื่อคำเรียกกระแสแฟชั่นแบบนึง  เหมือนกับที่เขาเรียกพังค์อะไรงี้

 

เข้าใจยากเนอะ

 

แม่งเท่?

ส่วนที่ว่าเท่มั้ย

แอบจำได้ว่าครั้งที่แล้วเจอเกรียนจนต่อยอดเอนทรี่ไปได้หนึ่งเอนทรี่เลยทีเดียว

 

เอาเป็นว่าจะพูดง่ายๆเคลียร์ๆ

 

ทำงานหามรุ่งหามค่ำ  คิดแบบทั้งคืนแล้วมาเรียนแบบแพนด้า

มาถึงก็โดนอาจารย์ด่าแบบจนเฝด   แถมยังต้องกลับไปคิดมาใหม่อีก

 

พูดจากับใครก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง  หน้าโทรมเป็นผี

สุขภาพย่ำแย่ ตายผ่อนส่ง

แถมถ้าไม่ชอบวิชาออกแบบก็ยิ่งอาการหนักกว่าข้างบนแบบคูณร้อย

จบมาเงินเดือนนิดเดียวอีกต่างหาก

 

ถ้าคิดว่าเวลาบอกใครว่าเรียนถาปัตย์มันเท่มากและคุ้มกับต้นทุนที่ฉันว่ามาข้างบน

จะเรียนเพราะเหตุผลที่ว่าเท่ก็เอาเลย  ไม่ห้ามแล้ว

เบื่อ

 

ถ้าโชคดีคิดว่าเท่แล้วใช่ก็โชคดีไป   แต่ถ้าไม่ใช่ก็ช่วยไม่ได้ล่ะ

หลังจากทนเรียนไปจนจบก็จะรู้เองแหละว่าจบมาแล้วต้องทำงานที่ตัวเองเกลียดแต่แม่งเท่ไปตลอดชีวิตคงสนุกดีพิลึก

 

คิดจะเรียนลองหาข้อมูลดูนิดนึง   เขาเรียนอะไร   เรียนยากไหม

ชอบหรือเปล่า  ไม่ใช่ว่าเท่ดีก็เลยสอบ

 

แต่อย่างว่า  ความคิดใครความคิดมัน

ชีวิตใครชีวิตมันว่ะ

 

อาจารย์ปากจัด  ใจร้าย?

จริงแท้แน่นอน  

 

คณะนี้เหมือนเป็นฟาร์มเพาะพันธุ์หมาในปากน่ะ

พอเข้ามาเรียนได้ซักระยะหนึ่งจะเริ่มอาการปากหมากันได้แบบอัตโนมัติ

จากเพื่อนบางคนที่เข้ามาโคตรติ๋ม  อยู่ดีๆมันอัพเลเวลปากจัดขึ้นมาได้แบบงงๆ

 

สรุปว่าไม่ใช่แค่อาจารย์  แต่เป็นกับเพื่อนและตัวเองด้วย

กลับบ้านทีที่บ้านงงว่าเดี๋ยวนี้อีนี่มันปากจัดขนาดนี้เลยหรือนี่

 

ทุกคนจะมีวาจาเผ็ดร้อน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเจองานดีไซน์

ติแม่งได้ตลอดเวลา  แบบว่าเห็นปุ๊บก็เอาละ

ส่อง  ส่อง  ส่อง   หมุนไปหมุนมาแล้วก็ว่าตรงนี้เป็นยังไงบ้าง  ตรงนั้นแปลกๆ

 

อัพสกิลการใช้ภาษาไทยในการเปรียบเทียบขึ้นมาแบบน่ากลัวมาก

 

ยิ่งกว่านั้นจะมีคำพูดแปลกๆ 

ประมาณว่าเหมือนคำพูดแสดงอารมณ์หรือลักษณะของสิ่งของต่างๆที่คนอื่นฟังแล้วจะไม่เข้าใจ

เช่น  หยุย  หวึ่บ เยิ่บ

 

แต่เชื่อไหมว่าสื่่อกันรู้เรื่องอย่างน่าประหลาด

 

ยิ่งอาจารย์คณะนี้ถือว่าเป็นตัวแม่เลยทีเดียว

ฟังอาจารย์ด่าแล้วชอบขำ  แต่นั่นมันกรณีที่ไม่เจอกับตัว

เจอเข้าทีขำไม่ออก  แต่เถียงก็ไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องจริง

 

ยิ่งเรื่องใจร้าย  ด่าจนร้องไห้นี่เรื่องปกติ 

บางคนโดนฉีกโมเดล  เหยียบทิ้ง  ไม่ตรวจแบบเพราะห่วยไป

 

ที่จริงอาจจะเป็นปกติของคณะที่เรียนแบบนี้ล่ะมั้ง

นี่เป็นเรื่องเดียวที่ฉันกล้าฟันธงว่าอาจารย์คณะนี้ทุกภาควิชาทุกมหาลัยเป็นเหมือนกันหมด

 

คณะนี้สอนเด็กให้จบมาเป็นดาราหรือทำงานวงการบันเทิงหรือเปล่า?

มีคนถามแบบนี้จริงๆนะเออ  ไม่ใช่ฉันเจอคนเดียวด้วย

โอ๊ย  อยากหัวเราะให้ฟันร่วงหมดปาก

 

โอเคล่ะ  พี่คณะบางคนจบไปทำงานวงการบันเทิงก็จริง  

แต่ลองคิดเป็นเปอร์เซนท์กับคนที่จบมาเป็นสถาปนิกสิ   มันน้อยจะตาย

 

รุ่นหนึ่งเป็นดาราคนสองคน  บางรุ่นไม่มีด้วย

เอาที่ไหนมาพู้ดดดด

 

ขืนสอนให้ไปเป็นดาราจริงไม่ต้องสอบตรงแบบคัดหน้าตาเรอะ

-แน่นอนว่าฉันไม่มีสิทธิ์แม้แต่ส่งใบสมัครเพราะหน้าตาต่ำกว่ามีน-

 

จบมาทำอะไร?

ก็เป็นสถาปนิกไง   ทำงานในสำนักงานเก็บชั่วโมงไปสอบใบประกอบวิชาชีพ

ถึงตอนนั้นก็ได้ค้นหาตัวเองไปด้วย  ถ้าไม่ใช่ก็คงไม่มีใครฝืนทำต่อ

 

ที่จริงก็ทำได้หลายอย่าง  อย่างที่บอกว่าที่เรียนมาคือการสอนกระบวนการคิดนั่นแหละ

ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะแอพพลายด์ไปใช้กับอะไร

 

ใบประกอบวิชาชีพ?

เพราะว่าอาชีพสถาปนิกเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สิน

เลยต้องมีเกณฑ์เอาไว้นั่นแหละ  เหมือนใบประกอบโรคศิลป์ของหมอ  เภสัช

 

เป็นเครื่องเตือนใจไปด้วยแหละว่าถ้าทำสั่วๆแล้วมีปัญหาขึ้นมาล่ะก็  เป็นเรื่อง

 

สถาปนิกทำอะไร  ใช่ผู้รับเหมาหรือเปล่า?

ไม่ใช่เว่ย  คนละเรื่องกัน

สถาปนิกคือคนออกแบบและหัวหน้าทีม  วิศวกรคำนวณโครงสร้าง

จากนั้นทำแบบสร้างจริงส่งให้ผู้รับเหมาประเมินราคา  และก่อสร้าง 

ผู้รับเหมากับสถาปนิกไม่ใช่คนเดียวกันนะ

เปลี่ยนความเข้าใจด่วน

 

เศรษฐกิจไม่ดี  จบมาแล้วตกงาน?

ไม่โกหกก็แล้วกัน  บอกเลยว่าจริง

ส่วนใหญ่เวลาถามพี่  เขาก็ว่าไม่หรอก  ไม่แย่ขนาดนั้นมั้ง

แต่บางทีคิดเผื่อเอาไว้ก็เซฟดีนะ

 

ฉันไม่รู้ว่าครั้งนี้จะแย่เหมือนตอนต้มยำกุ้งหรือเปล่า  แต่ช่วงนั้นกระทบกันไปเป็นแถบ

ถึงขั้นว่าสถาปนิกที่ช่วงอายุประมาณสามสิบกว่าตอนนี้ไม่ค่อยมี  ช่วงนั้นเลย์ออฟเยอะมาก

ก็ไปทำอย่างอื่นกันหมด

-อาจารย์เล่ามา-

เวลาไปดูตามสำนักงานก็จะมีจูเนียร์ที่เพิ่งจบไม่กี่ปี  ยังหนุ่มๆอยู่  กับซีเนียร์ที่แก่ไปเลย

 

ช่วงฟองสบู่นั้นตึกสูงหนึ่งหลัง  แทบจะได้ทำคนเดียวด้วยซ้ำ  เพราะสถาปนิกตอนนั้นจบมาปีไม่กี่คน

ตอนนี้มีหลายสถาบัน  จบออกมาก็แย่งงานกันเองอีก

 

แถมเหนือกว่าเราๆขึ้นไปก็มีพี่ที่จบมาแล้วอีก  เอาเป็นว่าก็เหมือนอาชีพอื่นๆแหละ  แย่งงานกันทำ

 

แถมที่แย่กว่าคือเวลาเศรษฐกิจไม่ดีจะโดนก่อน  เพราะโครงการจะชะงักน่ะ

เงินทุนไม่มีก็ไม่สร้าง  แล้วเจ้านายจะจ้างเราแพงๆไปทำไมล่ะ  จริงไหม

เพราะงั้นก็ตกงานกันไป

 

ที่น่ากลัวกว่านั้นอาจารย์เคยเอาบทความเรื่องสถาปนิกพม่ามาให้อ่าน

เขาไม่เกี่ยงงาน  รับเงินน้อย  ไม่เรื่องมาก  พูดอังกฤษได้แถมนอนเฝ้าออฟฟิสให้ได้ด้วย

 

น่ากลัวไหมล่ะ

 

ทำงานด้านนี้แล้วรวย?/สถาปนิกดูเป็นคนฟุ่มเฟือย?

ไม่รวยจ้ะ  จบมาเงินเดือนเริ่มที่ไม่ถึงสองหมื่น

พวกที่รวยคือบ้านรวยอยู่แล้ว  คอนเนคชั่นเยอะ  ไม่ก็มือดีจริงจัง

วิชาชีพนี้โฆษณาไม่ได้  เพราะงั้นต้องอาศัยการบอกต่อ  คนที่งานดีหรือมีคนรู้จักเยอะบางทีเลยได้เปรียบ

 

หรือไม่ก็บางคนที่แมนเนจคนเก่งๆ  รวมเพื่อนรวมน้องเปิดสตูเองก็อาจจะรวยได้นะ

แต่ถ้าเป็นลูกน้องไปเรื่อยๆคงไม่รวยเท่าไหร่หรอก

 

ส่วนเรื่องฟุ่มเฟือย  อาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่งเป็นคนที่ทำงานด้านการออกแบบทำให้บางทีแอบติดของมีดีไซน์

และต้องทำตัวให้ลูกค้าเชื่อถือด้วยน่ะ  

คงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่าหลายเวลาคิดถึงสถาปนิกจะคิดถึงหนุ่มหล่อใส่แว่นกรอบดำเฉี่ยวๆ  พูดจาฉะฉาน

เชิ้ตสีเข้มแขนยาวพับขึ้นถึงศอก  กางเกงสแลค  รองเท้าหนัง   นาฬิกาข้อมือเก๋ๆ

ใส่น้ำหอมกลิ่นเท่ๆ  และเสพแต่ของมีดีไซน์

-หรือว่าจริงๆแล้วอิมเมจข้างบนนี่ฉันคิดไปเองคนเดียววะ 

ว้าย  เผยธาตุแท้-

 

----

 

ตอนนี้นึกออกเท่านี้ล่ะ   เอาเป็นว่าถ้าคิดออกเพิ่มอีกจะมาเพิ่มก็แล้วกันนะ

สงสัยอะไรที่อยู่ในขอบเขตที่ฉันบอกไปก็ถามเพิ่มเติมได้

 

ส่วนผู้ที่ร่วมชะตากรรมเดียวกันกับฉันมีอะไรเพิ่มเติมก็เชิญเลยจ้ะ

 

ปล.สำเนียงส่อภาษา  กิริยาส่อสกุล

จะทำอะไรคิดดีๆ

43726

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อะเอาไป โทษฐานที่เขียนได้สะใจ Hot!

#1 By iDoi* on 2008-11-09 19:41


อีกลูกละกันครับ

Hot!

ขอบคุณพี่ที่เขียนให้ได้อ่านยาวมาก แล้วก็มีประโยชน์มาก ๆ สำหรับคนที่ยังไม่รู้ตัว ด้วยครับ

อ่านเกี่ยวกับถาปัตย์มาเยอะ ของพี่เนี่ยแหละครับ เวิร์ค
ผมว่าตรงดี ><

#2 By • L e r u s e L ◘ on 2008-11-09 19:58

เผาประเด็นได้ถึงใจสุดๆ Hot!

จริงแท้ดังเช่นที่กล่าว ว่าแต่..

อินด้าติสท์ขนาดนั้น..เชียวรึนี่ = ="

#3 By greateve2b on 2008-11-09 20:41

Hot!

#4 By buffy on 2008-11-09 21:26

Hot!


ให้ดาวนะคะ ขอบคุณมากๆค่ะที่เขียนให้ได้อ่านTvT!!

ประทับใจ

#5 By syaolee on 2008-11-09 21:58

ครบถ้วนดีครับ ถึงผมเรียนคณะนี้แต่ไม่เคยแนะแนวใครเหมือนกัน ถ้าใครถามผมบอกคำเดียวว่าอย่าไปเรียนมันเลยดีกว่า

เรื่องปากจัดนี่เข้าตัวเต็มๆ ปัจจุบันนี้ผมปากหมาขั้นเทพแล้ว เรียกได้ว่าเสพย์ติดการด่าเลยทีเดียว ทุกประโยคที่ออกจากปากมีอยู่สองอย่างคือด่าแบบหยาบคายกับด่าแบบไม่หยาบคาย พยายามเลิกนิสัยแบบนี้อยู่ครับ ไม่งั้นไม่มีใครคบ(นอกจากพวกปากหมาด้วยกัน)

#6 By 609 on 2008-11-10 02:08

Hot!

ดีมากเลยครับ

ไม่เคยคิดจะบ่นหรืออธิบายเรื่องนี้เลย เพราะคนอื่นพูดกันไปหมดแล้ว และเบื่อสภาพแวดล้อมมากจนไม่อยากพูดถึงมันอีกนอกเวลาเรียน sad smile

ถ้ามีใครอยากรู้ก็มีบล็อกมากมายให้ความกระจ่างเรื่องนี้อยู่แล้ว open-mounthed smile

#7 By pw. on 2008-11-10 16:28

Hot! เสียตังเยอะจริง

แต่เรื่องได้นอน คนที่มันขยันก็ได้นอนจริง แต่ ขยันไม่ไหวอะ ฟิวจะขาด เหนื่อย55+

#8 By [veho on 2008-11-10 17:13

เจ๋งมากค่ะ เขียนได้ตรงสะใจดี โครตชอบเลย
ประทับใจๆ รู้สึกว่าตอบได้ตรงจุดมากๆ
อยู่คณะๆข้างๆกันค่ะ คอนเฟิร์มว่าอดนอนพอกัน
ฤาโรคอดนอนจะติดต่อกันได้ถ้าอยู่คณะติดกันsad smile
(ได้ข่าวว่าไม่จริง ) ฮ่าๆๆHot! Hot! Hot!

#9 By Sysc`est [ เซ่ ] on 2008-11-10 19:03

ขอเก็บ link ไปรวมไว้ในหน้าแรกบล็อก u-study นะคะ

#10 By คนมีกึ๋น on 2008-11-10 19:54

ชอบจริงๆ คณะนี้ โดยเฉพาะตอนนี้น่ะ

#11 By Kiwi-Mania on 2008-11-10 21:50

แอบทิ้ง code ไรไว้ด้วย wink

#12 By book on 2008-11-10 22:01

กระแทกใจconfused smile

#13 By wesong on 2008-11-10 23:14

Hot! โดนนนน

#14 By (^_^)/nana on 2008-11-10 23:18

เออว่ะ แม่งยาวจริงๆด้วย! sad smile

จะบอกว่าลุคสถาปนิกนี่ชั้นนึกถึงประมาณอาจารย์เสกนะ
แต่เรื่องปากจัดเนี่ย...
ชั้นถามเพื่อนที่ไปเข้ามหาลัยอื่น เค้าบอกว่าไม่เป็นกันว่ะ
ฟังแล้วเสียใจ

#15 By +panpandog+ on 2008-11-11 02:16

Hot!





อื้มมม

เพราะเหตุนี้
จึงตัดใจจากถาปัด
หันหน้าหา นิเทศศิลป์ซะงั้น

เจ๋งง เขียนโดนมากมายอา

#16 By quiescent on 2008-12-04 22:47

ชอบตรงที่พี่เขียนเรื่อง วาดรูปไม่เก่งเรียนได้มั้ย
หนู 1 คนค่ะ วาดรุปไม่เก่งเลย แต่ฝึกอยู่
พอบิ่งมาอ่านของพี่ ยิ่งมีกำลังใจในการฝึกค่ะ
ตอนนี้อยุ่ ม.2 ค่ะ

#17 By Galkissing on 2009-08-20 23:32

ว้าว
มีประโยชน์มากเลยค่ะ
>___< Hot!

#18 By แกงไตปลา on 2009-09-05 21:15

โดนไจมากก

อยากเรียนด้านนี้ๆ

แต่พอมาอ่านแล้ว

เปลี่ยนจัยได้ไหม 5 5 5

ล้อเล่น ไม่หรอก ชอบด้านนี้ก๊อจะเรียนอ่ะ

ตรงที่บอกว่า วาดรูปไม่เก่งเข้าได้ไหม

คนหนึ่งละที่วาดรูปไม่เก่ง โง่อีกต่างหาก

แต่อยากเรียนอ่ะ จะไหวไหมน้อ !!

ไห้ถึงเวลานั้นก่อนละกัล

ค่อยคิด

ตอนนี้ยังยู๊ ม.2 ยู๊เรยมีเวลาอีกเยอะ แหะๆ

#19 By -ping- (125.24.251.248) on 2009-10-10 09:47