ถามมาตอบไป-คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาสถาปัตยกรรม
posted on 09 Nov 2008 19:31 by loverboy in FACULTY-ARCHเอนทรี่นี้ยาวมากถึงมากที่สุด
-เตือนเอาไว้ก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวโดนบ่นอีก-
----
จากนี้สักพักใหญ่ๆจะก็อปไปแปะไว้ที่เพจให้หาง่ายๆเน่อ
----
เอนทรี่นี้จะรวมคำถามที่ฉันเจอบ่อย
ทั้งจากน้องที่แอดเข้ามาคุย น้องติว แล้วก็ญาติที่อยากให้ลูกเรียนสถาปัตย์
ที่จริงเคยเขียนแบบเกรียนๆไปแล้วหนึ่งครั้ง แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครไปนั่งย้อนอ่าน
ค้นพบว่าจนแล้วจนรอดก็ยังมีคนถามอีก ตอบจนเบื่อ
เพราะงั้นเลยมาเขียนอีกทีแบบละเอียดหน่อย แล้วก็จะไม่เขียนแล้ว
แล้วก็จากวันนี้จะไม่ทิ้งเมลล์ไว้ในบล๊อกแล้ว
ฉันโดนเกรียนรบกวนจนเสียสุขภาพจิต เบื่อมาก
ข้างล่างนี่มีหลายคำถามเป็นคำถามชวนปวดตับ แต่ไม่รู้ว่าเป็นกับเฉพาะฉันคนเดียวหรือเปล่านะ
ทั้งนี้
ฉันเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ฉันจะตอบได้เฉพาะเรื่องของคณะและสาขาที่มหาลัยที่ฉันอยู่เท่านั้น
ยิบย่อยของคณะนี้ที่มหาวิทยาลัยอื่นๆหรือสาขาอื่นให้หาพี่ที่เรียนที่นั่นถามเอาเอง หาไม่ยากหรอก
คนเรียนถาปัตย์เยอะแยะที่เขียนบล๊อกอยู่ที่นี่ หรือว่าลองหาเอาจากแท็กที่เห็นทำกันเยอะมากอ่ะ
แท็กคนมีกึ๋นหรือไงเนี่ยแหละ จำชื่่อไม่ค่อยได้
ถ้าหาไม่ได้หรือจนปัญญายังไง
ถ้าเป็นกรณีภาควิชาอื่นที่ยังอยู่ในคณะที่มหาลัยฉันก็ทิ้งคำถามเอาไว้
อันนี้พอหาคำตอบให้ได้
คำถามจะเน้นตัวเข้ม ส่วนคำถามปวดตับจะเป็นสีแดง
เป็นการเตือนคร่าวๆว่าฉันอาจจะหลุดเกรียนไปบ้าง ต้องขออภัยด้วย
สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬา?
คณะฉันอยู่ข้างสนามรักบี้หน้าพระรูป และข้างบ่อเต่า
และอยู่ติดเตรียมอุดม
ไม่ใช่ตึกเหลืองๆตรงป้ายรถเมล์ที่ข้างหน้าขายกาแฟโบราณรถเข็นนะ อันนั้นคือไอดี
ต้องเดินผ่านเตรียมอุดมมาก่อน ประตูที่ขายหมูปิ้ง ตรงที่มีเด๊กไม้และป้ายชื่อเล็กๆนั่นล่ะ
-ตอนสัมภาษณ์เพื่อนฉันหลายคนหลงไปรอที่ไอดี เลยคิดว่าน่าจะบอกเอาไว้-
แบ่งออกเป็นห้าภาควิชา
สถาปัตยกรรม หรือสถ. มีสาขาย่อยคือสถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย
สถาปัตยกรรมภายใน ส่วนใหญ่จะเรียกย่อๆว่า สน.
ภูมิสถาปัตยกรรม เรียกกันว่าแลนด์สเคป
ออกแบบอุตสาหกรรมหรือไอดี
การวางแผนภาคและเมือง ก็เรียกรวมๆว่าผังเมืองนั่นแล
ทุกภาควิชาเรียนห้าปี โดยเริ่มแรกเรียนด้วยกันทั้งหมด
สถาปัตย์ไทยกับผังเมืองเริ่มแยกออกไปก่อนในปีหนึ่งเทอมสอง
จากนั้นภูมิสถาปัตย์จะแยกออกไปอย่างเด็ดขาดในปีสองเทอมสองพร้อมๆกับไอดี
ส่วนสถาปัตย์ภายในจะร่วมผจญกรรมกับสถาปัตยกรรมไปจนถึงปีสี่ถึงจะแยกออกไปอย่างสมบูรณ์
-ทั้งนี้หลักสูตรเปลี่ยน รุ่นหลังๆก็แยกเร็วช้าอาจจะต่างกว่านี้นะ-
สาขาสถาปัตยกรรมเรียนอะไร?
เรียนการออกแบบสถาปัตยกรรมไงล่ะ
พูดง่ายๆก็ออกแบบอาคารที่พักอาศัย อาคารสาธารณะต่างๆ
อาจารย์บอกว่าสอนให้รู้จักคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ซึ่งทำให้สามารถไปต่อยอดกับหลายอาชีพที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์
-ถ้าเกิดตอนหลังจบมาแล้วไม่อยากเป็นสถาปนิก-
เรียนก็เรื่อยๆ
เทอมหนึ่งโปรเจกท์สองชิ้น และนั่นยังไม่นับงานวิชาอื่นอีกที่ต้องเอาตัวรอดให้ได้ตอนสอบ
โปรเจกท์ก็ก้าวกระโดดไปเรื่อย
ด้านล่างนี้คือที่ฉันเจอมา อาจจะเปลี่ยนไปบ้างในแต่ละปี
เรือนรับรอง บ้านหนึ่งชั้นธรรมดา
สองชั้นสอนเปียโน สามชั้นพร้อมร้านอาหาร
สำนักงานสถาปนิก ศูนย์ชุมชนที่แสนมาตุลักษณ์
บ้านครอบครัวขยายยุ่บยั่บ-โปรเจกท์นี้ปีสามแล้ว คณะอนุญาตให้ดราฟคอมได้-
โรงเรียนบนไซท์ท่ามกลางธรรมชาติสูงๆต่ำๆพร้อมวิวภูเขาแบบพาโนรามา
ที่เรียนตอนนี้ฉันทำสถานเสริมความงามและคลินิกที่ถนนนราธิวาสอยู่ ก็ตายตกตามกันไปน่ะ
-ยังไม่คิดถึงโปรเจกท์หน้าที่กำลังกลัวจะเป็นออดิทอเรี่ยม และโปรเจกท์ปีสี่ปีห้าที่ยังไม่ได้เจอ-
ปีสี่งานตึกสูงและอาคารใหญ่ขึ้นอีกและมีพรีเซนท์งานต่อหน้าอาจารย์
-แต่เหมือนมหาลัยอื่นจะฝึกให้พรีเซนท์กันก่อนปีสี่น่ะนะ-
ขึ้นปีห้าฝึกงานในสำนักงานสถาปนิก
ในขณะที่เพื่อนคณะอื่นมันลั้ลลาไปเที่ยว หาที่เรียนต่อ หรือเตรียมตัวแต่งงาน
แต่พวกเราชาวสถาต้องมานั่งกุมขมับเพราะต้องทำธีสิสในเทอมสอง
ปีห้าเทอมแรกทำพรีธีสิส พี่หลายคนปล่อยๆไปและเลือกไปลงกับรีเสิร์ชธีสิสของเทอมสองแทน
เทอมสุดท้ายทำธีสิส ก็เลือกกลุ่มอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วทำงานกันไป
-พี่เขาว่าเลือกอาจารย์ไม่เหมาะกับงานที่อยากทำนี่เศร้าจนตัวตายเลยจ้ะ-
อินด้า?
ส่วนภาคอินเตอร์ฉันขอไม่พูดถึง เพราะไม่รู้เรื่องหลักสูตรเลยแม้แต่น้อย
รู้แค่เรียนสี่ปีจบได้วิทยาศาสตร์สาขาออกแบบสถาปัตยกรรม ต้องต่อโทอีกสองปีให้ได้โทสถาปัตยกรรม
และนี่ก็ฟังต่อๆมาด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงเท็จแค่ไหนอ่ะเน่อ
-หาพี่ที่เรียนถามๆเอาละกัน-
และเอาเข้าจริงก็เหมือนจะแยกๆกันไป ไม่มีอะไรคาบเกี่ยวกันเลยกับห้าภาควิชาที่กล่าวมา
-นอกจากแย่งห้องกันใช้ และจบที่พวกฉันแพ้ราบคาบเพราะค่าเทอมพวกเขาคือค่าซ่อมห้องทั้งหมด-
พวกเขาออกจะติสท์แตกไปบ้างในสายตาของฉัน หรือว่านั่นจะเป็นเพราะฉันเข้าไม่ถึงเองวะ
เรียนมหาลัยไหนดีที่สุด?
ไม่รู้ เพราะฉันเรียนอยู่ที่นี่ที่เดียว
อีกอย่างดีของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก
เหมือนกวดวิชานั่นแหละ ฉันเรียนที่นี่ดีพอไปแนะนำกลับโดนด่ากลับมาว่ามันห่วย
หรือบางทีไปเรียนตามคำแนะนำแล้วพบว่าแม่งขายตลกอย่างเดียว เก็บของกลับบ้านมาก็บ่อยเหมือนกัน
สภาพแวดล้อมของแต่ละที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าชอบที่ไหนนั่นแหละ
จากที่ผ่านมาพบว่าคำถามนี้เป็นคำถามเสี้ยมให้แต่ละสถาบันทะเลาะกัน
พอมีคนเปิดกระทู้ถามในบอร์ดขึ้นมาก็จะมีการทะเลาะกันตลอด
ทั้งเด็กที่อยากเข้ามหาลัยนั้นๆเอง หรือไม่ก็พี่ที่เรียนๆกันอยู่ที่นั่น
ที่แน่ๆเลยจุฬาไม่ได้สอนให้เด็กฟุ้งเฟ้อเหมือนที่หลายคนกล่าวหาก็แล้วกัน
ของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับแต่ละคนเองนั่นแหละ
ง่ายๆเลยว่าไม่มีใครมีสิทธิ์พูดว่าที่ไหนดีกว่ากัน
เพราะแต่ละคนก็อยู่แต่ในสภาพแวดล้อมของตัวเอง แล้วก็เอาสภาพแวดล้อมนั้นมาเป็นเกณฑ์การตัดสิน
สำหรับฉันแล้วคนที่มีสิทธิ์พูดคือคนที่เข้ามาอยู่ทั้งสองสภาพแวดล้อมที่ต้องการเปรียบเทียบในสภาวะเดียวกัน
-พวกเรียนตรีที่นี่ไปต่อโทที่โน่นแล้วจะเอามาเทียบกัน ฉันก็ไม่นับ-
เพราะงั้นถ้าอยากรู้จริงจังว่าที่ไหนดีกว่ากันก็ถามมาหลายๆที่แล้วมาคิดเอาเอง
สุดท้ายก็จะได้ออกมาว่าตัวเองคิดว่าที่ไหนดีกว่าและเหมาะที่สุด
เท่านั้นแหละ
วาดรูปไม่เก่งเข้าได้ไหม/ชอบวาดรูปเข้าสถาปัตย์ดีไหม/ชอบวาดการ์ตูนเรียนสถาปัตย์จะโอเคไหม?
ข้อนี้ตัวปวดตับเลย ใครเป็นคนโยงเรื่องนี้เข้ามาด้วยกันเนี่ย อยากรู้มากๆ
เป็นประเด็นที่เขียนถึงไปหลายรอบ
หลายคนที่เรียนก็พยายามเน้นเรื่องนี้ว่าการเรียนคณะนี้กับการวาดรูปสวยเนี่ย
มันไม่เชิงว่าจะไปด้วยกันเสียทีเดียว
แต่อย่างไรก็ดี ฉันจะเจอคำถามนี้ทุกครั้งที่น้องคนใหม่แอดหรือโทรมาคุย
-หรือไม่ก็น้องมาบ่นปวดตับให้ฟังว่าผู้ปกครองบอกให้เรียนสถาปัตย์เพราะเห็นว่าน้องชอบวาดการ์ตูน-
วาดไม่สวยแต่ไอเดียมี คอมช่วยได้
แต่วาดสวยไอเดียไม่มี ใครก็ช่วยไม่ได้เว่ย
ส่วนถ้าไม่มีทั้งสองอย่างก็เอาขยันเข้าสู้ซะ อ่านหนังสือ หางานดูเยอะๆ
-ปากดี ฉันเองเป็นพวกนี้แหละ ไม่มีทั้งคู่ และไม่ขยันด้วย-
จริงอยู่คนเรียนคณะนี้หลายคนวาดรูปสวย แต่หลายคนเข้ามาเพราะความเชื่อผิดๆแบบนั้นล่ะ
ก็เรียนกันไป ชอบก็ทน ไม่ชอบก็ทนไม่งั้นก็ซิ่ว
เข้ามามีเรียนวาดรูปตัวนึง ซึ่งตอนนี้เหลือเรียนแค่ครึ่งเทอมด้วยซ้ำ
ไม่ได้ช่วยให้วาดเป็นขึ้นกว่าเดิมเลย เป็นวิชาช่วยสำหรับคนมือดีและคนขยันเท่านั้นแหละ
คนวาดรูปไม่สวยก็มีเยอะแยะ จบไปก็ทำงานได้ปกติ
สถาปนิกหลายคนเส้นห่วยแต่ก็ประสบความสำเร็จ
เพราะงั้นไม่ได้อยู่ที่สวยไม่สวยแต่อยู่ที่ไอเดียล้วนๆ
ถ้าอยากเรียนวาดรูป ชอบวาดรูป อยากขีดๆเขียนๆ ทำงานแบบศิลปินจริงจัง
แนะนำว่าไปคณะศิลปะอื่นๆดีกว่า สบายใจกว่าเยอะ
ไม่ชอบวิทยาศาสตร์เลย จะไหวไหม?
ถ้าแค่จะหนีเคมีและชีววิทยาก็คงไหว
แต่ฟิสิกส์จะเจอไปเรื่อยๆ หลอกหลอนไม่จบไม่สิ้น
จบไปก็ต้องคำนวณเป็น คุยกับวิศวกรพอรู้เรื่อง
เพราะในเรื่องจริงนั้นเราเป็นหัวหน้างานที่มีวิศวกรทำงานออกแบบโครงสร้างให้
-พูดงี้ถูกไหมหว่า-
ถ้าอาคารพังขึ้นมาสิ่งแรกที่เจ้าของทำคือฟ้องค่าเสียหายจากสถาปนิก!
จากนั้นจะได้รับเกียรติให้เป็นจำเลยที่หนึ่งโดยมีวิศวกรโครงการเดินตามมาเป็นจำเลยที่สอง
ส่วนหลังจากนั้นสถาปนิกจะฟ้องวิศวกรหรือไม่ก็ไปฟ้องต่อกันเอง
ง่ายๆว่าถ้าคิดจะหนีฟิสิกส์ล่ะก็ ผิดที่แล้วล่ะหนู
กลศาสตร์จะตามหลอกหลอนไปตลอดนั่นแหละ
ชอบอ่านชอบดูหนังสือแต่งบ้าน ชอบบ้านสวยๆ เข้าไปเรียนได้หรือเปล่า?
ชอบอ่านชอบดู กับชอบทำไมเหมือนกัน
เพราะงั้นก็ลองคิดดูดีๆว่าต้องเข้ามาเรียนออกแบบและจบไปทำงานตามใจลูกค้าเนี่ยจะชอบไหม
แล้วก็ชอบดูชอบอ่านไม่ได้หมายความว่าชอบออกแบบนะ
แต่ถ้าชอบออกแบบแล้วชอบดูชอบอ่านหนังสือแบบนี้ก็เหมือนมีเคสสตัดดี้เยอะ แต่ก็อาจทำให้ติดตาได้
สถาปนิกซักคนบอกว่าการทำงานก็คือการออกแบบอย่างที่อยากทำโดยใช้เงินของลูกค้า
จะบอกว่าอันนั้นมันกับคนที่เก่งมากจริงๆน่ะ แบบลูกค้าเชื่อมือ
หรือไม่ก็ดังมาก มีชื่่อเสียงมาก งานเยอะไม่ง้อลูกค้า
แบบว่าตกลงกับลูกค้าไว้เลยว่าผมจะทำแบบนี้นะ
ถ้าไม่ได้แบบนี้ผมไม่เอา ผมเก็บแพงนะ ถ้าจะเอาถูกๆไปจ้างคนอื่น
แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้แบบนั้นน่ะ บางงานทำออกมาขัดใจตัวเองแต่ลูกค้าชอบ
จะบอกว่าเพราะเซนส์ทางด้านความงามของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
เอาแค่อาจารย์ในคณะ ตรวจแบบเทอมที่แล้วเจออาจารย์สองคนในโปรเจกท์เดียวกัน
คนหนึ่งบอกให้ไปแก้ คนหนึ่งบอกว่าไม่ต้องแก้ ที่ทำมาสวยแล้ว
นั่นล่ะ ปวดกบาลกันไป
สุดท้ายแล้วก็ต้องทำตามใจคนให้คะแนนนั่นแหละ
เหมือนกับบ้านน่ะ ทำตามใจคนจ่ายเงินและคนอยู่
สรุปง่ายๆว่าบางงานไม่ได้ทำตามใจตัวเองหรอก
ที่จริง อาจารย์จะบอกว่ามันมีวิธีการพูดให้เขาซื้อแบบเรา
แต่นั่นก็เป็นเรื่องของการพูดและเป็นเรื่องดีเทลยิบย่อยทั้งหลาย
เรื่องรูปแบบของบ้าน สไตล์หลักๆก็ต้องตามใจเขาอยู่ดีแหละ
เรียนใคคณะยังไม่เท่าไหร่
บางทีเจออาจารย์ชอบงานแบบมาตุลักษณ์ อบอุ่น
แต่ตัวเองอยากทำงานเรียบๆเฉียบๆ มินิมอลก็ยังพอไหว
ถึงเขาจะบ่นอย่างโง้นอย่างงี้แต่ถ้ามันสวยจริงก็เอ
-ไม่นับว่าอาจารย์แย่แบบมีอคติแรง หรือว่าไปเกรียนใส่แกจนแกเกลียดน่ะนะ-
แต่กับลูกค้ามันไม่ใช่น่ะ อาจารย์เข้าใจว่าเราจะทำอะไร
แต่บางทีลูกค้าไม่เข้าใจ เหมือนพูดจากันคนละภาษา
เขาฟังเราไม่รู้เรื่อง มาตรฐานความงามก็ต่างกัน
งานหนักจนไม่ได้นอนแถมสุขภาพเสียจริงหรือว่าขู่?
เรื่องได้นอนหรือไม่แล้วแต่คนนะ ขึ้นอยู่กับความขยัน
มีบางช่วงอาจารย์จะชอบให้งานพร้อมๆกัน และส่งต่อๆกัน แบบเว้นให้สามวัน สี่วัน
บ้าไปแล้วววววววว
แต่ตอนดราฟแบบจริงฉันไม่ได้นอนจริงจังล่ะ
โต้รุ่งต่อกันหลายคืน แถมช่วงที่หลับก็งีบสั้นๆแบบสิบห้านาที ครึ่งชั่วโมง
ข้าวไม่ได้กิน บางคนน้ำก็ไม่ได้อาบ
น้ำหนักลดฮวบ แถมไมเกรนแดก
บางคนเครียดจนท้องเสียวิ่งเข้าวิ่งออกห้องน้ำให้เสียเวลาเล่น จนเกือบขนงานเข้าไปทำที่ชักโครก
-ฉันเองแหละ-
เฝดหนักเพราะงานไม่เสร็จ บางคนร้องไห้ สติแตก
สายตาเสียเพราะจ้องคอมทั้งวันทั้งคืน แถมตัดโมเดลเล็กจิ๋ว จ้องกันจนตาเหล่
เกิดภาวะวุ้นในตาเสื่อมเพราะใช้ตาเยอะไป โรคกระเพาะถามหาเพราะกินข้าวไม่ตรงเวลา
มะเร็วในระยะยาวเพราะบุหรี่ที่ดมของเขามา นอกจากนี้ยังมีสีสเปรย์และแอลกอฮอล์ที่เข้าขั้นเสพติดไปแล้ว
นี่ยังไม่รวมปวดหลังปวดไหล่แบบคนแก่ กระดิกนิ้วไม่ได้เพราะใช้คัทเตอร์เยอะไป
ขี้เหล้าเมายา?
เหมือนเหมารวมเนอะ แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ของคณะก็กินเหล้าและสูบบุหรี่จริงๆนั่นล่ะ
ผู้หญิงคณะส่วนใหญ่นี้กินเหล้าได้ บางคนคอแข็งมากด้วย ส่วนบุหรี่นั้นแล้วแต่คน ผู้หญิงบางคนก็สูบ
ฉันเองเป็นคนที่ไม่ชอบผู้หญิงสูบบุหรี่ รู้สึกว่ามันแย่
แต่เพื่อนผู้หญิงก็ไม่สูบกันในคณะนะ ส่วนใหญ่จะไปสูบกันที่อื่น
ส่วนผู้ชายส่วนใหญ่คุยได้ บอกว่าเหม็นก็จะย้ายที่ให้ หรือบางทีก็เลิกสูบชั่วคราว
แต่เอาเข้าจริงสุดท้ายทุกคนก็จะคุ้นชินกับกลิ่นบุหรี่ไปเอง
แต่คนไม่ดื่มไม่สูบในคณะก็มี เหม็นมากก็หนีไปนั่งห้องสมุดหรือตามห้องแอร์
คนที่เวลามีทติ้งไม่กินเหล้าก็เยอะแยะไป
บางคนอาจจะบอกว่าดื่มเพื่อเข้าสังคม แต่อันที่จริงไม่ดื่มก็เข้าได้แหละ
เรื่องนี่นานาจิตตัง แต่ถ้าจะเข้ามาก็เตรียมใจรับกลิ่นบุหรี่หน่อยก็แล้วกัน
เรียนถาปัตย์ใช้เงินเยอะจริงไหม?
จริงจ้ะ
ลำพังค่ากระดาษต่างๆนานาทำโมเดลคงไม่เท่าไหร่ถ้าไม่อุตริใช้ของแพงเว่อร์เพื่อคะแนนห้าเปอร์เซนท์น่ะนะ
แต่ถ้าทำแบบคอมก็ต้องเสียเงินซื้อเครื่องที่สเปคถึงก่อนเลย
-เอาอย่างฉันซื้อของแบบพอใช้ได้ น้องเควินที่ไปรับมาจากคอมมาร์ทราคาสามหมื่นเก้าจ้ะ
หรือบางคนอยากได้หรูกว่านั้นก็ถอยน้องแดงราคาห้าหมื่น หรือไม่ก็แมค-
ตามด้วยแผ่นโปรแกรมเถื่อน ซึ่งตอนหลังก็อาศัยหยิบยืมแถวนี้
จากนั้นก็ตามด้วยค่าปริ๊นท์ที่มากมายจนบางทีต้องหยิบยืมเงินกินข้าวเลยทีเดียว
และที่สำคัญมาก คอมจะโง่ลงเยอะมากหลังจากผ่านศึกหนัก เผื่อเงินค่าหยูกยาของคอมเอาไว้ด้วยเน่อ
-น้องเควินฉันเอ๋อไปเยอะเลยทีเดียวหลังจากผ่านโปรเจกท์โรงเรียนมา-
บางคนเสียน้อย บางคนเสียเยอะ
ทั้งนี้ขึ้นกับว่าปริ๊นท์แบบไหน
อย่างฉันเนี่ย โปรเจกท์ที่ผ่านมางกด้วยและทำไม่ทันด้วยเลยปริ๊นท์ธรรมดา
หมดไปทั้งสิ้นราวแปดเก้าร้อย
ส่วนเพื่อนฉันที่ปริ๊นท์หรูหรา อัดรูปสีอย่างดีมาก็สามพัน
สะอึกกันไป
ทั้งนี้อย่าลืมบริหารเงินค่าอาหารแช่แข็งมาเก็บไว้กินช่วงดราฟงานด้วยในกรณีอยู่คนเดียวที่หอ
พี่รหัสฉันไปเหมาเซเว่นมาเป็นตั้ง ไม่ต้องออกไปไหนได้เกือบอาทิตย์
ลืมไปว่าควรจะพูดถึงกรณีดราฟมือด้วย
เพื่อนฉันบางคนยังดราฟมืออยู่ ถูกกว่ากันเยอะมาก
คำนวณค่ากระดาษไปทั้งหมดเต็มที่ที่ห้าร้อยหกร้อย บวกด้วยค่าหมึก ออกมาก็ราวๆราคาปริ๊นท์ของฉันล่ะ
-แต่ไม่ต้องซื้อคอม-
แต่ทั้งนี้ อาจารย์บางคนไม่ปลื้มนะ
ฉันโดนไปตอนทำโปรเจกท์เทอมที่แล้ว อาจารย์ไม่ปลื้มเอามากๆ
โดนด่าครั้งแรกเรื่องการเขียนแบบ ที่ผ่านมามีแต่อาจารย์ชมว่าฉันเขียนแบบสวยมาตลอด
-เพราะเปรียบเทียบกับคอมที่เรียบร้อยกว่าเยอะก็แน่อยู่แล้วล่ะ-
คณะนี้มีแต่คนอีโก้สูง?
เพิ่งรู้ซึ้งว่าจริง เจอกับตัวจังๆเข้าก็หลายที เวลาทำงานกลุ่มจะลำบากมากถึงมากที่สุด
เพราะจะค้นพบว่าทุกคนเอาแต่เถียงกันและไม่มีใครฟังใครเพราะทุกคนคิดว่ากูคิดอันที่ดีที่สุดมา
บางคนก็ทำเหมือนฟังแหละ แต่สุดท้ายก็พยายามโน้มน้าวเข้าแบบตัวเองอยู่ดี
สรุปว่าทำงานกลุ่มเหนื่อยมากกว่าจะตกลงกันได้
-ส่วนใหญ่ฉันจะตัดช่องน้อยหนีไปด้วยการนั่งฟังอย่างเดียวและส่งข้าวส่งน้ำคนที่เถียงกันจนลืมเวลา-
นอกจากเรื่องอีโก้แล้วยังต้องคอยรับมือความติสท์ของแต่ละคนอีก
แบบว่าบางทีเธอก็ไม่เอางานมาให้เสียอย่างนั้น แบบว่ามันต้องรวมเล่มแล้วนะเว้ยเฮ้ยยย
และกรรมจะตกไปอยู่กับคนรวมงาน เพราะแม่งจะต้องโต้รุ่งอย่างโดดเดี่ยวในคืนก่อนส่ง
ถาปัตย์แม่งแนว?
จนป่านนี้แล้ว เรียนคณะนี้มาสามปีกว่าแล้ว
ฉันก็ยังไม่เข้าใจว่าแนวคืออะไร
-ที่แน่ๆเลยคือแดกไม่ได้-
ทำไมถึงคิดว่าเด็กสถาปัตย์แนว
-ที่จริงเราก็แนว แต่จะเป็นแนวเพี้ยนๆ ขำได้กับทุกเรื่องปัญญาอ่อนจนบางทีเหมือนเมายา-
คำว่าแนวเหมือนกับว่าเป็นการสร้างคาแรคเตอร์ออกมาให้เด่นกว่าคนอื่นเปล่าวะ
งี้ก็คือปัจเจกอ่ะดิ่
ถ้าถาปัตย์แม่งแนวกันหมด ก็ไม่ใช่ปัจเจกแล้วดิ๊
อีกอย่างก็เห็นคำว่าแนวมันเป็นแฟชั่นแบบนึง พอคนแต่งมากลุ่มนึงก็ไม่ปัจเจก
เพราะงั้นคำว่าแนวก็ตกไป
หรือว่าจริงๆมันเป็นชื่อคำเรียกกระแสแฟชั่นแบบนึง เหมือนกับที่เขาเรียกพังค์อะไรงี้
เข้าใจยากเนอะ
แม่งเท่?
ส่วนที่ว่าเท่มั้ย
แอบจำได้ว่าครั้งที่แล้วเจอเกรียนจนต่อยอดเอนทรี่ไปได้หนึ่งเอนทรี่เลยทีเดียว
เอาเป็นว่าจะพูดง่ายๆเคลียร์ๆ
ทำงานหามรุ่งหามค่ำ คิดแบบทั้งคืนแล้วมาเรียนแบบแพนด้า
มาถึงก็โดนอาจารย์ด่าแบบจนเฝด แถมยังต้องกลับไปคิดมาใหม่อีก
พูดจากับใครก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง หน้าโทรมเป็นผี
สุขภาพย่ำแย่ ตายผ่อนส่ง
แถมถ้าไม่ชอบวิชาออกแบบก็ยิ่งอาการหนักกว่าข้างบนแบบคูณร้อย
จบมาเงินเดือนนิดเดียวอีกต่างหาก
ถ้าคิดว่าเวลาบอกใครว่าเรียนถาปัตย์มันเท่มากและคุ้มกับต้นทุนที่ฉันว่ามาข้างบน
จะเรียนเพราะเหตุผลที่ว่าเท่ก็เอาเลย ไม่ห้ามแล้ว
เบื่อ
ถ้าโชคดีคิดว่าเท่แล้วใช่ก็โชคดีไป แต่ถ้าไม่ใช่ก็ช่วยไม่ได้ล่ะ
หลังจากทนเรียนไปจนจบก็จะรู้เองแหละว่าจบมาแล้วต้องทำงานที่ตัวเองเกลียดแต่แม่งเท่ไปตลอดชีวิตคงสนุกดีพิลึก
คิดจะเรียนลองหาข้อมูลดูนิดนึง เขาเรียนอะไร เรียนยากไหม
ชอบหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเท่ดีก็เลยสอบ
แต่อย่างว่า ความคิดใครความคิดมัน
ชีวิตใครชีวิตมันว่ะ
อาจารย์ปากจัด ใจร้าย?
จริงแท้แน่นอน
คณะนี้เหมือนเป็นฟาร์มเพาะพันธุ์หมาในปากน่ะ
พอเข้ามาเรียนได้ซักระยะหนึ่งจะเริ่มอาการปากหมากันได้แบบอัตโนมัติ
จากเพื่อนบางคนที่เข้ามาโคตรติ๋ม อยู่ดีๆมันอัพเลเวลปากจัดขึ้นมาได้แบบงงๆ
สรุปว่าไม่ใช่แค่อาจารย์ แต่เป็นกับเพื่อนและตัวเองด้วย
กลับบ้านทีที่บ้านงงว่าเดี๋ยวนี้อีนี่มันปากจัดขนาดนี้เลยหรือนี่
ทุกคนจะมีวาจาเผ็ดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเจองานดีไซน์
ติแม่งได้ตลอดเวลา แบบว่าเห็นปุ๊บก็เอาละ
ส่อง ส่อง ส่อง หมุนไปหมุนมาแล้วก็ว่าตรงนี้เป็นยังไงบ้าง ตรงนั้นแปลกๆ
อัพสกิลการใช้ภาษาไทยในการเปรียบเทียบขึ้นมาแบบน่ากลัวมาก
ยิ่งกว่านั้นจะมีคำพูดแปลกๆ
ประมาณว่าเหมือนคำพูดแสดงอารมณ์หรือลักษณะของสิ่งของต่างๆที่คนอื่นฟังแล้วจะไม่เข้าใจ
เช่น หยุย หวึ่บ เยิ่บ
แต่เชื่อไหมว่าสื่่อกันรู้เรื่องอย่างน่าประหลาด
ยิ่งอาจารย์คณะนี้ถือว่าเป็นตัวแม่เลยทีเดียว
ฟังอาจารย์ด่าแล้วชอบขำ แต่นั่นมันกรณีที่ไม่เจอกับตัว
เจอเข้าทีขำไม่ออก แต่เถียงก็ไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องจริง
ยิ่งเรื่องใจร้าย ด่าจนร้องไห้นี่เรื่องปกติ
บางคนโดนฉีกโมเดล เหยียบทิ้ง ไม่ตรวจแบบเพราะห่วยไป
ที่จริงอาจจะเป็นปกติของคณะที่เรียนแบบนี้ล่ะมั้ง
นี่เป็นเรื่องเดียวที่ฉันกล้าฟันธงว่าอาจารย์คณะนี้ทุกภาควิชาทุกมหาลัยเป็นเหมือนกันหมด
คณะนี้สอนเด็กให้จบมาเป็นดาราหรือทำงานวงการบันเทิงหรือเปล่า?
มีคนถามแบบนี้จริงๆนะเออ ไม่ใช่ฉันเจอคนเดียวด้วย
โอ๊ย อยากหัวเราะให้ฟันร่วงหมดปาก
โอเคล่ะ พี่คณะบางคนจบไปทำงานวงการบันเทิงก็จริง
แต่ลองคิดเป็นเปอร์เซนท์กับคนที่จบมาเป็นสถาปนิกสิ มันน้อยจะตาย
รุ่นหนึ่งเป็นดาราคนสองคน บางรุ่นไม่มีด้วย
เอาที่ไหนมาพู้ดดดด
ขืนสอนให้ไปเป็นดาราจริงไม่ต้องสอบตรงแบบคัดหน้าตาเรอะ
-แน่นอนว่าฉันไม่มีสิทธิ์แม้แต่ส่งใบสมัครเพราะหน้าตาต่ำกว่ามีน-
จบมาทำอะไร?
ก็เป็นสถาปนิกไง ทำงานในสำนักงานเก็บชั่วโมงไปสอบใบประกอบวิชาชีพ
ถึงตอนนั้นก็ได้ค้นหาตัวเองไปด้วย ถ้าไม่ใช่ก็คงไม่มีใครฝืนทำต่อ
ที่จริงก็ทำได้หลายอย่าง อย่างที่บอกว่าที่เรียนมาคือการสอนกระบวนการคิดนั่นแหละ
ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะแอพพลายด์ไปใช้กับอะไร
ใบประกอบวิชาชีพ?
เพราะว่าอาชีพสถาปนิกเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สิน
เลยต้องมีเกณฑ์เอาไว้นั่นแหละ เหมือนใบประกอบโรคศิลป์ของหมอ เภสัช
เป็นเครื่องเตือนใจไปด้วยแหละว่าถ้าทำสั่วๆแล้วมีปัญหาขึ้นมาล่ะก็ เป็นเรื่อง
สถาปนิกทำอะไร ใช่ผู้รับเหมาหรือเปล่า?
ไม่ใช่เว่ย คนละเรื่องกัน
สถาปนิกคือคนออกแบบและหัวหน้าทีม วิศวกรคำนวณโครงสร้าง
จากนั้นทำแบบสร้างจริงส่งให้ผู้รับเหมาประเมินราคา และก่อสร้าง
ผู้รับเหมากับสถาปนิกไม่ใช่คนเดียวกันนะ
เปลี่ยนความเข้าใจด่วน
เศรษฐกิจไม่ดี จบมาแล้วตกงาน?
ไม่โกหกก็แล้วกัน บอกเลยว่าจริง
ส่วนใหญ่เวลาถามพี่ เขาก็ว่าไม่หรอก ไม่แย่ขนาดนั้นมั้ง
แต่บางทีคิดเผื่อเอาไว้ก็เซฟดีนะ
ฉันไม่รู้ว่าครั้งนี้จะแย่เหมือนตอนต้มยำกุ้งหรือเปล่า แต่ช่วงนั้นกระทบกันไปเป็นแถบ
ถึงขั้นว่าสถาปนิกที่ช่วงอายุประมาณสามสิบกว่าตอนนี้ไม่ค่อยมี ช่วงนั้นเลย์ออฟเยอะมาก
ก็ไปทำอย่างอื่นกันหมด
-อาจารย์เล่ามา-
เวลาไปดูตามสำนักงานก็จะมีจูเนียร์ที่เพิ่งจบไม่กี่ปี ยังหนุ่มๆอยู่ กับซีเนียร์ที่แก่ไปเลย
ช่วงฟองสบู่นั้นตึกสูงหนึ่งหลัง แทบจะได้ทำคนเดียวด้วยซ้ำ เพราะสถาปนิกตอนนั้นจบมาปีไม่กี่คน
ตอนนี้มีหลายสถาบัน จบออกมาก็แย่งงานกันเองอีก
แถมเหนือกว่าเราๆขึ้นไปก็มีพี่ที่จบมาแล้วอีก เอาเป็นว่าก็เหมือนอาชีพอื่นๆแหละ แย่งงานกันทำ
แถมที่แย่กว่าคือเวลาเศรษฐกิจไม่ดีจะโดนก่อน เพราะโครงการจะชะงักน่ะ
เงินทุนไม่มีก็ไม่สร้าง แล้วเจ้านายจะจ้างเราแพงๆไปทำไมล่ะ จริงไหม
เพราะงั้นก็ตกงานกันไป
ที่น่ากลัวกว่านั้นอาจารย์เคยเอาบทความเรื่องสถาปนิกพม่ามาให้อ่าน
เขาไม่เกี่ยงงาน รับเงินน้อย ไม่เรื่องมาก พูดอังกฤษได้แถมนอนเฝ้าออฟฟิสให้ได้ด้วย
น่ากลัวไหมล่ะ
ทำงานด้านนี้แล้วรวย?/สถาปนิกดูเป็นคนฟุ่มเฟือย?
ไม่รวยจ้ะ จบมาเงินเดือนเริ่มที่ไม่ถึงสองหมื่น
พวกที่รวยคือบ้านรวยอยู่แล้ว คอนเนคชั่นเยอะ ไม่ก็มือดีจริงจัง
วิชาชีพนี้โฆษณาไม่ได้ เพราะงั้นต้องอาศัยการบอกต่อ คนที่งานดีหรือมีคนรู้จักเยอะบางทีเลยได้เปรียบ
หรือไม่ก็บางคนที่แมนเนจคนเก่งๆ รวมเพื่อนรวมน้องเปิดสตูเองก็อาจจะรวยได้นะ
แต่ถ้าเป็นลูกน้องไปเรื่อยๆคงไม่รวยเท่าไหร่หรอก
ส่วนเรื่องฟุ่มเฟือย อาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่งเป็นคนที่ทำงานด้านการออกแบบทำให้บางทีแอบติดของมีดีไซน์
และต้องทำตัวให้ลูกค้าเชื่อถือด้วยน่ะ
คงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่าหลายเวลาคิดถึงสถาปนิกจะคิดถึงหนุ่มหล่อใส่แว่นกรอบดำเฉี่ยวๆ พูดจาฉะฉาน
เชิ้ตสีเข้มแขนยาวพับขึ้นถึงศอก กางเกงสแลค รองเท้าหนัง นาฬิกาข้อมือเก๋ๆ
ใส่น้ำหอมกลิ่นเท่ๆ และเสพแต่ของมีดีไซน์
-หรือว่าจริงๆแล้วอิมเมจข้างบนนี่ฉันคิดไปเองคนเดียววะ
ว้าย เผยธาตุแท้-
----
ตอนนี้นึกออกเท่านี้ล่ะ เอาเป็นว่าถ้าคิดออกเพิ่มอีกจะมาเพิ่มก็แล้วกันนะ
สงสัยอะไรที่อยู่ในขอบเขตที่ฉันบอกไปก็ถามเพิ่มเติมได้
ส่วนผู้ที่ร่วมชะตากรรมเดียวกันกับฉันมีอะไรเพิ่มเติมก็เชิญเลยจ้ะ
ปล.สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล
จะทำอะไรคิดดีๆ
43726

#1 By iDoi* on 2008-11-09 19:41